MENU

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกติกาวอลเลย์บอล พร้อมประวัติความเป็นมา

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกติกาวอลเลย์บอล พร้อมประวัติความเป็นมา

ถ้านึกถึงหนึ่งในกีฬาที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลก จะพูดถึงกีฬาประเภทไหนไปไม่ได้ นอกจากวอลเลย์บอล ถือว่าเป็นกีฬาที่มีการแข่งขันเมื่อไร ก็สามารถสร้างความสุขและเสียงเชียร์ให้ชาวไทยได้เสมอ ตั้งแต่ระดับการแข่งขันระหว่างนักเรียนในโรงเรียน ไปถึงการแข่งขันระหว่างประเทศ 

บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับกติกาของวอลเลย์บอล รวมไปถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาก่อนที่จะกลายเป็นหนึ่งในกีฬายอดฮิตในใจของใครหลาย ๆ คน และนอกจากนี้ยังช่วยให้การดูการแข่งขันสนุกมากขึ้นไปอีก 

ประวัติวอลเลย์บอล กีฬายอดฮิตระดับสากล วิธีเล่น กติกาที่ควรรู้ : PPTVHD36

อ้างอิง: pptvhd36

目次

ความเป็นมาของกติกาวอลเลย์บอล

ในปี ค.ศ. 1895 ณ เมืองโฮลีโยก รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา นายวิลเลียม จี. มอร์แกน (William G. Morgan) ได้ให้กำเนิดกีฬาที่มีชื่อว่าวอลเลย์บอลขึ้นมา โดยมีแรงบันดาลใจมาจากการที่มอร์แกนต้องการหากีฬาที่สามารถเล่นในร่มที่หลีกเลี่ยงสภาพอากาศหนาวได้ เขาจึงนำจุดเด่นของกีฬาหลายชนิดมารวมกันเป็นกติกาวอลเลย์บอล เช่น

  • การใช้ตาข่ายเหมือนเทนนิส
  • ลูกบอลที่ใช้ยางในของลูกบาสเกตบอล
  • การใช้มือตีเหมือนแฮนด์บอล

เริ่มแรกกีฬาประเภทนี้ถูกเรียกว่า มินโทเนตต์ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1896 เกมมีจุดเด่นเป็นการตีโต้ลูกกลับไปอีกฝั่ง ดร.อัลเฟรด ฮาลสเตด (Dr. Alfred Halstead) จึงเสนอเปลี่ยนชื่อเป็นวอลเลย์บอล ที่มาจากคำว่า volley ที่แปลว่าการตีลูกขณะลอยอยู่ในอากาศ

ประวัติของกติกาวอลเลย์บอลในไทย

ในช่วงปี พ.ศ. 2477 วอลเลย์บอลได้ถูกเล่นอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ทั้งในรูปแบบในร่มและวอลเลย์บอลชายหาด เนื่องจากกรมพลศึกษายังได้มีการเผยแพร่กติกาวอลเลย์บอล และบรรจุลงในหลักสูตรของโรงเรียนฝึกหัดครูพลศึกษา

การที่วอลเลย์บอลถูกนำเข้าไปสอนในโรงเรียนครูพลศึกษาตั้งแต่ต้น ทำให้กีฬาชนิดนี้แพร่กระจายออกไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ผ่านครูพลศึกษาที่จบออกไปสอนตามโรงเรียนทั่วประเทศ จนกลายเป็นกีฬายอดนิยมที่ชาวไทยคุ้นเคยมาจนถึงปัจจุบัน

วิวัฒนาการกติกาวอลเลย์บอลตลอดช่วงเวลา

กติกาวอลเลย์บอลไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ตั้งแต่วันแรกที่ถูกคิดค้นขึ้น แต่ผ่านการปรับปรุงและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลากว่า 100 ปี เพื่อให้การแข่งขันมีความยุติธรรมและสนุกขึ้น

จากมินโทเนตต์สู่มาตรฐานระดับโลก

ในปี ค.ศ. 1918 มีการกำหนดให้แต่ละทีมใช้ผู้เล่นข้างละ 6 คน และในปี ค.ศ. 1922 มีการวางกติกาให้แต่ละทีมเล่นลูกได้ไม่เกิน 3 ครั้งต่อครั้ง

จากนั้นในปี ค.ศ. 1928 ดร.จอร์จ เจ ฟิเชอร์ (Dr. George J. Fisher) ได้ปรับปรุงและเผยแพร่กติการะดับชาติ จนได้รับสมญานามว่า “บิดาแห่งกีฬาวอลเลย์บอล”

จากกติกา 10 ข้อสู่มาตรฐาน FIVB

ในยุคแรก กติกาวอลเลย์บอลมีเพียง 10 ข้อที่วิลเลียม มอร์แกนร่างขึ้นร่วมกับ ดร.แฟรงก์ วูค (Dr. Frank Wood) และจอห์น ลินอร์ (John Lynch)

ก่อนที่จะค่อยๆ พัฒนาจนมีการก่อตั้งสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ หรือ FIVB ขึ้นในปี ค.ศ. 1947 เพื่อทำหน้าที่ควบคุมกติกาในระดับสากล

การเปลี่ยนระบบนับคะแนนสู่แรลลี่พอยต์

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อเกมมากที่สุดคือการนำระบบคะแนนแบบแรลลี่พอยต์มาใช้แทนระบบเก่าที่ต้องเสิร์ฟถึงได้แต้ม ทำให้ทุกแรลลี่มีความหมายและตึงเครียดมากขึ้น และยังทำให้การแข่งขันใช้เวลาที่คาดเดาได้มากกว่าเดิม

นอกจากนี้ในปี ค.ศ. 1998 สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้เพิ่มตำแหน่งลิเบโร่เข้ามาเป็นครั้งแรก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเกมรับโดยเฉพาะ

FIVB กับการพัฒนาวอลเลย์บอลระดับโลก

FIVB ดูแลการจัดการแข่งขันระดับนานาชาติสำคัญๆ อย่าง Volleyball Nations League (VNL) ชิงแชมป์โลก และรอบคัดเลือกโอลิมปิก

โดยมีประเทศสมาชิกกว่า 220 ประเทศทั่วโลกที่ใช้กติกาวอลเลย์บอลมาตรฐานเดียวกัน ทำให้กีฬาชนิดนี้กลายเป็นหนึ่งในกีฬาที่มีผู้เล่นและผู้ชมมากที่สุดในโลก

สนามและอุปกรณ์ของวอลเลย์บอล

ก่อนจะไปพูดถึงกติกาวอลเลย์บอล ควรทำความรู้จักกับสนามและอุปกรณ์ที่ในการเล่นกันก่อน สนามของกีฬาวอลเลย์บอล มีขนาดกว้าง 9 เมตร ยาว 18 เมตร มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเส้นแบ่งแดน ที่แบ่งพื้นที่ของสนามออกเป็นสองฝั่ง และมีตาข่ายอยู่ตรงกลาง ความสูงของตาข่ายอยู่ที่ประเภทของผู้เล่นที่แบ่งเป็นเพศชายหรือเพศหญิง 

ลูกวอลเลย์บอลเป็นอุปกรณ์สำคัญมากในการเล่น มีลักษณะทรงกลม นิยมทำจากหนังสังเคราะห์ มีความยืดหยุ่นและน้ำหนักพอเหมาะตามมาตรฐาน เพื่อช่วยให้ผู้เล่นสามารถรับ ส่ง และตบลูก

ที่มา: Wikipedia

กติกาวอลเลย์บอลเบื้องต้น

กติกาวอลเลย์บอลของสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) มีการปรับปรุงอยู่เสมอ และนี่คือกติกาพื้นฐานในปัจจุบัน

ผู้เล่นและการหมุนตำแหน่ง

ในการแข่งขันวอลเลย์บอล แต่ละทีมจะมีผู้เล่นในสนามทีมละ 6 คน เพื่อความยุติธรรมให้การเล่น ทีมที่เป็นฝ่ายรับได้สิทธิ์เสิร์ฟ ผู้เล่นทุกคนจะต้องหมุนตำแหน่งตามเข็มนาฬิกา 1 ตำแหน่ง

ตัวรับอิสระ

ตัวรับอิสระ เป็นผู้เล่นที่มีตำแหน่งพิเศษที่มีหน้าที่หลักคือรับบอลและขุดบอล สวมเสื้อสีต่างจากเพื่อนร่วมทีม แต่ห้ามเสิร์ฟ ห้ามบล็อก และห้ามตบลูกที่อยู่สูงกว่าขอบบนของตาข่าย

การเล่นและการนับคะแนน

ก่อนส่งบอลข้ามตาข่าย ตามกติกาวอลเลย์บอลกำหนดไว้ว่าทีมหนึ่งสามารถเล่นลูกบอลได้ไม่เกิน 3 ครั้ง โดยการสัมผัสลูกแต่ละครั้งต้องเป็นการเล่นที่ชัดเจน ไม่ใช่การจับหรืออุ้มลูกไว้ และการบล็อกไม่ถือเป็นการเล่น

การแข่งขันปรับใช้ระบบคะแนนแบบแรลลี่พอยต์ ทำให้ทุกการเล่นมีคะแนน และในเซตหนึ่งทีมไหนที่ทำคะแนนถึง 25 คะแนนก่อน และมีคะแนนนำอย่างน้อย 2 คะแนน จึงจะถือว่าชนะ โดยแข่งขันเป็นแบบชนะ 3 ใน 5 เซต แต่ในเซตที่ 5 จะมีการเล่นแค่ 15 คะแนน

ตำแหน่งผู้เล่นตามกติกาวอลเลย์บอลที่ควรรู้

ตำแหน่งผู้เล่นตามกติกาวอลเลย์บอลจะช่วยให้เข้าใจการเล่นได้ดีขึ้น เพราะแต่ละตำแหน่งมีบทบาทหน้าที่การเล่นที่แตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน โดยพื้นฐานมีดังนี้

  1. ตัวเซต (Setter) ผู้วางแผนเกมรุกของทีม ช่วยจ่ายบอล ให้เพื่อนร่วมทีมทำคะแนน
  2. ตัวตบหัวเสา (Outside Hitter) ตัวทำคะแนนหลักของทีม
  3. ตัวตบตรงข้าม (Opposite Hitter) ผู้เล่นเกมรุก เน้นการตบเพื่อทำคะแนน
  4. ตัวตีกลาง (Middle Blocker Hitter) ผู้เล่นที่มีหน้าที่บล็อกเกมบุกของคู่แข่ง 
  5. ตัวรับอิสระ (Libero) ผู้เล่นเกมรับ
  6. ตัวรับเสริม (Defensive Specialist)

เทคนิคพื้นฐานที่ควรรู้ก่อนลงสนาม

นอกจากจะเข้าใจกติกาวอลเลย์บอลแล้ว การรู้จักเทคนิคพื้นฐานจะช่วยให้ทั้งการดูและการเล่นสนุกยิ่งขึ้น เพราะจะเริ่มมองออกว่าแต่ละจังหวะในสนามผู้เล่นกำลังทำอะไรอยู่

ส่อง 10 อันดับ นักวอลเลย์บอลสาวไทยสุดฮอต ก่อนลุยศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 33 |  STADIUM TH

อ้างอิง: stadium

ทักษะรับและส่ง

ทักษะพื้นฐานที่สำคัญที่สุด 2 อย่างแรกสำหรับมือใหม่คือการรับอันเดอร์บอล (Forearm Pass) และการเซตบอล (Setting) การรับอันเดอร์บอลใช้แขนท่อนล่างในการควบคุมทิศทางของลูก ขณะที่การเซตใช้ปลายนิ้วทั้ง 10 เพื่อจ่ายบอลขึ้นไปให้ผู้เล่นคนอื่นทำคะแนน

ทักษะเสิร์ฟและการตบ

การเสิร์ฟเป็นจุดเริ่มต้นของทุกแรลลี่ มีทั้งแบบเสิร์ฟลอยที่ควบคุมง่าย และแบบจัมป์เสิร์ฟที่ต้องใช้ทั้งพละกำลังและจังหวะ ส่วนการตบ (Spiking) คือการโจมตีเพื่อทำคะแนนโดยตรง

ต้องฝึกทั้งการวิ่งเข้าหาจุด การกระโดดให้ถูกจังหวะ และการควบคุมทิศทางของข้อมือเพื่อให้ลูกลงในพื้นที่คู่แข่งได้แม่นยำ

สำหรับผู้ที่อยากเห็นตัวอย่างเทคนิคจากผู้เชี่ยวชาญ สามารถดูคลิปอธิบายประวัติและพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอลได้ที่นี่

ข้อผิดพลาดที่ผู้เล่นทำบ่อย

ในการแข่งขันหากผู้เล่นไม่ทำตามกติกาของวอลเลย์บอล ผู้ตัดสินจะเป่านกหวีดฟาวล์ ในกรณีเช่น

  • ผู้เล่นในทีมเล่นบอลเกิน 3 ครั้ง
  • ผู้เล่นอาศัยเพื่อนร่วมทีมช่วยส่งตัวขึ้นไปตีบอล
  • ถือบอลอยู่ในมือนานเกินไป
  • ผู้เล่นสัมผัสแถบขาวด้านบนของตาข่าย
  • เท้าล้ำข้ามเส้นแบ่งแดน หรือเหยียบเส้นสนามในตอนเสิร์ฟ

เมื่อมีการฟาวล์ ผู้ตัดสินจะตัดสินให้ฝ่ายตรงข้ามได้คะแนนหรือได้สิทธิ์เสิร์ฟตามกติกาวอลเลย์บอล เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยุติธรรมตามมาตรฐานของกีฬาวอลเลย์บอล คำตัดสินของผู้ตัดสินถือเป็นที่สิ้นสุด

ประโยชน์ของการเล่นวอลเลย์บอล

การเข้าใจกติกาวอลเลย์บอล นอกจากจะช่วยให้เข้าใจเกม และเพิ่มความสนุกแล้ว  การเล่นวอลเลย์บอลยังให้อะไรมากกว่าที่ทุกคนคิด

  • ทีมเวิร์คเพราะวอลเลย์บอลเป็นกีฬาที่ไม่สามารถเล่นคนเดียวได้ ต้องอาศัยความสามัคคีและการสื่อสารระหว่างทีมผู้เล่น
  • ช่วยเรื่องความคล่องตัวของผู้เล่น เพราะผู้เล่นจะต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว กระโดด และตีลูกบอลตลอดเวลา
  • ฝึกสมาธิ เพื่อรับมือกับความกดดัน โดยเฉพาะในช่วงคะแนนสำคัญ
  • นอกจากนี้ยังเป็นกีฬาที่ใช้พลังงานสูงช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

บทสรุปส่งท้าย

วอลเลย์บอลเป็นกีฬาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน นอกจากนี้กติกาวอลเลย์บอลยังช่วยส่งเสริมความสามัคคี การแก้เกมของฝ่าย ตรงข้ามจากการสื่อสารของทีมผู้เล่น มากกว่าแค่การใช้พละกำลังแค่อย่างเดียว

การทำความเข้าใจกติกา ไม่ได้แค่ช่วยให้เข้าใจการเล่น แต่ยังทำให้การรับชมการแข่งขันสนุกและเข้าใจเกมมากยิ่งขึ้น สามารถวิเคราะห์จังหวะการเล่น และมองเห็นบทบาทของผู้เล่นแต่ละตำแหน่งได้อย่างชัดเจน

この記事を書いた人

目次